ReadyPlanet.com
dot dot
โรคกระดูกพรุน article

โรคกระดูกพรุน หรือ โรคกระดูกโปร่งบาง คือภาวะที่เนื้อกระดูกลดลง และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ภายในของกระดูก ส่งผลให้กระดูกบางลง ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดกระดูกหักได้ง่ายขึ้น

ปัญหาในประเทศไทย

 โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่พบได้บ่อยทั้งในประเทศตะวันตกและประเทศทางเอเชีย ภาวะนี้เป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดกระดูกหัก ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมาก กระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนนี้พบได้บ่อยขึ้นเมื่ออายุสูงขึ้น

 สำหรับประเทศไทยพบว่าโรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาที่ไม่ยิ่งหย่อนน้อยไปกว่าในต่างประเทศคือ ความหนาแน่นของกระดูกลดลงในคนไทยทั้งชายและหญิงเมื่ออายุมากขึ้นในอัตราร้อยละ 1-5 ต่อปีเช่นเดียวกันกับประชากรทางโลกแถบตะวันตกและประเทศทางเอเชียที่โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ พบว่าคนไทยมีอัตราของโรคกระดูกพรุนสูงถึงร้อยละ 20 ในสตรีไทยอายุ 55 ปี และเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 60 ในสตรีไทยวัย 65 ปี

ในวัยเด็กปริมาณเนื้อกระดูกจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 30-35 ปี หลังจากนั้นเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างช้า ๆ โดยจะเริ่มมีอัตราการสลายแคลเซี่ยมออกจากกระดูก มากกว่าอัตราการสะสมแคลเซี่ยมทำให้กระดูกค่อยๆ บางลงและเมื่อผู้หญิงถึงวัยหมดประจำเดือน ปริมาณเนื้อกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลอดชีวิต ผู้หญิงจะสูญเสียเนื้อกระดูกมากกว่าผู้ชายถึง 2 - 3 เท่า เนื่องจากการที่ฮอร์โมนเพศลดลงทำให้กระดูกค่อยๆบางลงเรื่อยๆ หากว่ามีแคลเซียมสะสมอยู่มากเป็นต้นทุนเดิมอยู่ก่อนถึงแม้ว่ากระดูกจะบางลงแต่ก็ยังไม่บางจนกระทั่งเกิดเป็นโรคหรือผิดปกติแต่ คนที่มีต้นทุนน้อยกระดูกจะบางลงมากจนกระทั่งเป็นโรค หรือเกิดความผิดปกติ

ความผิดปกติที่พบได้แก่

  1. กระดูกทรุดตัวหรือยุบตัวลงทำให้ตัวเตี้ยลง หลังโกง หรือหลังค่อม
  2. กระดูกหักง่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย เช่นหกล้ม ถูกกระแทก
  3. มีอาการปวดตามกระดูกที่ต่างๆของร่างกาย

ดังนั้นจะเห็นว่าทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน แต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้จะมีโอกาสเป็นโรคมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง และ ถ้ายิ่งมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างก็มีโอกาสเป็นโรคมากขึ้นอีก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน

  1. ผู้หญิงหลังจากหมดประจำเดือน สาเหตุสำคัญเชื่อว่าเกิดจากภาวะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน
  2. การกินอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน เช่น กินอาหารที่มีโปรตีนสูง ( เนื้อสัตว์ )หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง ( รสเค็ม ) แต่กินอาหารที่มีแคลเซี่ยมน้อย ดื่มกาแฟมากกว่า 4 แก้วต่อวัน 
  3. กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีคนในครอบครัว เป็นโรคกระดูกพรุน ก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น 
  4. สูบบุหรี่ ดื่มสุรา 
  5. ขาดการออกกำลังกายที่มีการแบกรับน้ำหนัก 
  6. น้ำหนักตัว คนผอมมีความเสี่ยงมากกว่าคนที่มีรูปร่างอ้วน เนื่องจากคนอ้วนมีไขมันมากซึ่งไขมันนี้สามารถเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ 
  7. เป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคขาดวิตามินดี โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคมะเร็งบางชนิด 
  8. ได้รับยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยากันชัก ยาขับปัสสาวะซึ่งมักใช้ในโรคความดันโลหิตสูง 
  9. ผู้สูงอายุ สาเหตุสำคัญเชื่อว่าเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลเซี่ยมเป็นเวลานาน

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคกระดูกพรุน

  1. แพทย์สามารถบอกได้โดยอาศัยหลาย ๆ วิธีประกอบกันดังนี้
  2. ประวัติความเจ็บป่วย แต่ผู้ป่วยมักจะปกติดี จนกระทั่งมีกระดูกหักเกิดขึ้น ซึ่งตำแหน่งที่พบกระดูกหัก ได้บ่อยคือบริเวณ กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก และ กระดูกสันหลัง
  3. การเอกซเรย์กระดูก  อย่างไรก็ตามมีการศึกษาพบว่าวิธีนี้สามารถพยากรณ์ค่าความหนาแน่นกระดูกได้ถูกต้องเพียงร้อยละ 20 และพยากรณ์ภาวะโรคกระดูกพรุนได้ถูกต้องเพียงร้อยละ 60เท่านั้น
  4. การวัดความหนาแน่นของเนื้อกระดูก มีหลายวิธี คือ วัดด้วยเอกซเรย์ หรือ การวัดด้วยคลื่นเสียงอัลตราซาวนด์ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจคัดกรองโรคกระดูกพรุนในปัจจุบัน
  5. การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ เช่น การตรวจปัสสาวะ การตรวจสารเคมีในเลือด 
  6. การตัดชิ้นเนื้อกระดูกเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งจะทำในรายที่จำเป็นเท่านั้น

แนวทางการรักษา

ปัจจุบันรักษาโดยใช้หลาย ๆ วิธีร่วมกัน ได้แก่
1. การออกกำลังกาย ซึ่งต้องมีการแบกรับน้ำหนักขณะออกกำลังกาย เช่น การวิ่ง การเดิน การยกน้ำหนัก จะช่วยเพิ่มเนื้อของกระดูกในบริเวณที่รับน้ำหนักได้

การบำรุงรักษากระดูกสันหลังก็ควรทำดังนี้

      • เมื่อถึงวัยสูงอายุต้องระวังท่าทางอย่านั่งยืนเดินให้หลังงอเพราะกระดุกอาจจะยุบตัว ในท่านั้นทำให้หลังโกงได้รวมทั้งการนอนที่นอนนุ่มมากๆที่ยุบตัวลง การนอนเตียงผ้าใบหรือเตียงนอนเล่นที่มีลักษณะโค้งตรงกลาง
      • ระวังอย่าให้เกิดอุบัติเหตุ หรือทำสิ่งที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ 
      • ออกกำลังกายให้มีน้ำหนักตกลงในแนวแกนกลางกระดูก เช่นการเดิน วิ่งเหยาะๆ หรือ เดินในน้ำบ่อยๆ เพื่อ กระตุ้นให้กระดูกมีการสะสมแคลเซียมมากขื้นและลดอัตราการสลายแคลเซียมจากกระดูก
      • ขจัดปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้สูญเสียเนื้อกระดูก เช่น การดื่มสุรา ดื่มกาแฟ ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น

2. การรักษาด้วยยา

  • ยาที่มีฤทธิ์ลดการทำลายกระดูก เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนแคลซิโตนิน แคลเซี่ยม 
  • ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างกระดูก เช่น วิตามินดี ฟลูออไรด์

3. ฮอร์โมนเอสโตรเจน
ต้องได้รับฮอร์โมนภายใน 3 - 5 ปี หลังเริ่มหมดประจำเดือน เป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 5 - 6 ปี จึงจะได้ผลดีที่สุดในการป้องกันโรคกระดูกพรุน การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน แพทย์จะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ
ไป เพราะยานี้ห้ามใช้ในผู้ที่เป็น มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม โรคตับ และ จะต้องใช้เป็นเวลานานซึ่งจะทำให้เกิดผลข้างเคียง ของยาได้


4. แคลเซี่ยม
ปริมาณแคลเซียมที่เหมาะสมต่อร่างกายคือ ปริมาณที่จะช่วยให้ร่างกายสามารถสะสมมวลกระดูกได้สูงสุดในวัยเด็ก และปริมาณที่ช่วยให้กระดูกแข็งแกร่งได้ในวัยผู้ใหญ่และช่วยชะลอการสลายตัวในวัยชรา
โดยที่ไม่ทำให้เกิดพิษ

ให้เรามองกระดูกว่าเหมือนกับธนาคารแคลเซียม แคลเซียมในกระแสเลือดนั้นเหมือนใบฝากและใบถอนเงิน สิ่งที่เราต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอก็คือ การดูดซึมแคลเซียมของร่างกายจากลำไส้นั้นเปรียบเหมือนการตักน้ำใส่ตุ่ม คนที่ ขาดแคลเซียมร่างกายจะปรับตัวให้สามารถดูดซึมได้ดีขึ้นและมากกว่าคนที่มีแคลเซียมพออยู่แล้ว ถ้าในตุ่มมีน้ำอยู่เต็ม ร่างกายก็จะไม่รับ ไม่มีประโยชน์ใด ๆ ที่จะตักน้ำรดตุ่ม

ปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซึมของแคลเซียมจากอาหารที่ก็คือ

  • ภาวะโภชนาการของแคลเซียม
  • วิตามินดี
  • แล็คโทสในนม
  • ฟอสเฟต ออกซาเลต ไฟเตรต และใยอาหาร ปัจจัยเหล่านี้มีอยู่ใน ผักของไทยหลาย ๆ ชนิด มันสามารถขัดขวางการดูดซึมโดย จับกับแคลเซียมและขับออกจากร่างกายทางอุจจาระ

นอกจากนี้เกลือโซเดียมและปริมาณโปรตีนในอาหารก็สามารถช่วยพาแคลเซียมออกทางปัสสาวะได้มากขึ้นด้วย ดังนั้น อุปสรรคสำคัญของอาหารไทยที่จะให้แคลเซียมก็คือ สารที่มีความสามารถจับแคลเซียมเหล่านี้และความเค็มจากเกลือ แต่เรายังโชคดีที่คนไทยไม่นิยมบริโภคเนื้อมื้อละมาก ๆ แบบตะวันตก

ปัจจุบันคณะกรรมการพิจารณาหาค่าปริมาณแคลเซียม ที่คนไทยต้องการต่อวัน นำโดยกระทรวงสาธารณสุขและผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันต่าง ๆ ร่วมกันหาค่าปริมาณแคลเซียม ที่คนไทยควรจะได้จากอาหารซึ่งจะประกาศใช้ในเร็วๆ นี้คือ

ตัวเลขเหล่านี้เกิดจากการศึกษาการกินอาหารของเด็กไทย ในกรุงเทพฯ ประมวลกับความหนาแน่นของมวลกระดูกคนไทย ผ่านการกลั่นกรองความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันต่าง ๆ เพื่อออกมาเป็นข้อสรุป


จากการศึกษาคนไทยในกรุงเทพฯ โดยอาจารย์สุรัตน์ โคมินทร์ พบว่าคนส่วนใหญ่ (98 %) กินแคลเซียมได้ไม่ถึงที่แนะนำ 800 มก./วัน และการ ศึกษาโดยอาจารย์วงสวาท โกศลวัฒน์ ในคนไทยที่ขอนแก่น
ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน การศึกษาของอาจารย์อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ ในเด็กไทย อายุ 9 - 12 ปี ที่โรงเรียนสามเสนและโรงเรียนพญาไท พบว่ามีเด็กเพียง 5 % ที่กินแคลเซียมได้ตามปริมาณที่แนะนำ แหล่งสำคัญของแคลเซียมในผู้ใหญ่ ได้แก่ นม (25 %) รองลงมา คือ ผัก ปลา และข้าว ตามลำดับ แหล่งแคลเซียมที่สำคัญของเด็กคือนม (80 %) เช่นกัน แต่ที่น่าแปลกก็คือ แหล่งแคลเซียมที่รองลงมาคือขนม (20 %) ทั้งนี้เพราะเด็กไม่ชอบกินผัก


ผลิตภัณฑ์เกษตรที่มีปริมาณแคลเซียมต่อ 1 ขีดมากที่สุด ได้แก่ งาดำ รองลงมา ได้แก่ ถั่วแดงหลวง แต่ปัญหาที่พบ ก็คือพืชเหล่านี้มีไฟเตรตอยู่ด้วย จากการศึกษาเราพบว่า ปริมาณไฟเตรตจะลดลงถ้าเราทำให้มันงอกในลักษณะเดียว กับถั่วงอกหัวโต ผักไทยที่สามารถนำมาปรุงอาหารได้ดี มีรสอร่อย มีหลายอย่าง ได้แก่ ยอดสะเดา ใบชะพลู ใบกระเพรา
ผักปวยเล้งและกระถิน แต่ปัญหาก็คือ มันอาจจะมี ออกซาเลตหรือไฟเตรตอยู่
ที่เราทราบแล้วก็คือ ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักกาดเขียวปลี และผักกาดหางหงส์เป็นผักที่มีแคลเซียมสูง ไม่มีออกซาเลตอยู่ร่างกายจึงดูดซึมได้ดีเท่ากับนม โดยเฉพาะยอดอ่อนของคะน้าจะมีแคลเซียม
อยู่สูงมาก


ปัจจัยอื่น ๆ ในอาหารที่เกี่ยวข้อง เช่น การรับประทานเนื้อสัตว์มากเกินไปจะเกิดภาวะเป็นกรดในเลือด ทำให้มีการดึงแคลเซี่ยมออกจากกระดูกมากขึ้น แคลเซี่ยมจากพืชจะถูกดูดซึมได้น้อยกว่าแคลเซี่ยมที่
ได้รับจากสัตว์ ถ้าได้รับแคลเซี่ยมอย่างเพียงพอนานประมาณ 18 เดือน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักได้ ถ้าได้รับแคลเซี่ยมเพียงอย่างเดียว ก็จะไม่ได้ประโยชน์อย่างชัดเจน  จึงควรให้แคลเซี่ยมร่วมกับฮอร์โมนเอสโตรเจน แคลซิโทนิน หรือ วิตามินดี

ฮอร์โมนแคลซิโทนิน

แคลซิโตนินสามารถเพิ่มเนื้อกระดูกได้ ร้อยละ 5-10 ใน 2 ปีแรกของการใช้ยา และยังช่วยระงับปวดกระดูกได้อีกด้วย แต่มีข้อเสียคือ ราคาแพง

วิตามินดี

วิตามินดีจะช่วยในการดูดซึมแคลเซี่ยมจากลำไส้โดยสร้างจากผิวหนังที่ถูกแสงแดด ในคนไทยไม่จำเป็นต้องได้รับวิตามินดีเพิ่ม ถ้าได้รับแสงแดดในช่วงเช้าและเย็น อย่างสม่ำเสมอและนานเพียงพอ ซึ่งจะทำให้ระดับวิตามินดีในเลือดพอเพียงและไม่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น

การเลือกวิธีการรักษาต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเสี่ยงที่จะเกิดโรค ความรุนแรงของโรค ฐานะของผู้ป่วย เพราะจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ผลดีผลเสียของวิธีรักษาแต่ละวิธี ความสามารถที่จะรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพราะต้องรักษานานหลายปี หรือ อาจจะต้องรักษากันตลอดชีวิต




รู้ทันโรคภัย ใส่ใจสุขภาพ

ใบบัวบก ช่วยลดขนาดเส้นเลือดขอด
สูตรไม่ลับ แก้หน้าเหี่ยว
"เหล้า" กับความผิดปกติทางเลือด
20 สัญญาณมะเร็งที่ผู้หญิงมักมองข้าม
เติมเต็มสุขภาพเชิงบวกด้วย เทรนด์อาหาร ปี 2010
ปวดเรื้อรัง ระวังสมองเหี่ยว
10 นาทีนวดก้นกบ ลดความเครียด
การรักษาโรคไบโพลาร์ให้ได้ผลดีในระยะยาว
Stem Cell คืออะไร
โรคอ้วน
โรคระบบทางเดินอาหาร ทำงานผิดปกติ
โบท็อกซ์อันตรายจริงหรือ
โรคในช่องปากที่คนไทยเป็นกันมากที่สุด
"ชิคุณกุนยา" ไวรัสร้ายจากยุงลาย
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 H1N1
การตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก ( Pap smear ) article
ตรวจเต้านมด้วยตนเอง… อีกหนึ่งมาตรการในการป้องกันมะเร็งเต้านม article
สมองอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ article
ไข้หวัดนก article
การตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์ (Complete Blood Count: CBC) article
สารกันเลือดแข็ง (Preservative) คืออะไร article
โรคโลหิตจาง article
ยาบ้าและสารเสพติด article
ตาบอดสี.... หลายสิ่งที่คุณยังไม่รู้ article
รับประทานอาหารอย่างไร? ให้เหมาะกับกรุ๊ปเลือด article
ท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง article
ไวรัสตับอักเสบบี article
ทำอย่างไรเมื่อเจาะเลือดแล้ว รุ่งขึ้นมีรอยเขียวช้ำ article



bulletHome
bulletPerfecthealth's Job
dot
English
dot
dot
แผนที่ที่ตั้งของเพอร์เฟคเฮลธ
dot
bulletสำนักงานใหญ่
bulletสาขาเมืองไทยภัทรคอมเพล็กซ์
bulletสาขายูไนเต็ดเซ็นเตอร์สีลม
dot
เวชศาสตร์การท่องเที่ยว
dot
bulletISTM
dot
Web สุขภาพที่น่าสนใจ
dot
bulletsaksiri.org
bulletEmergency Medical Services (EMS)
bulletThai Heart Web
bulletthaiclinic.com
bulletHealthnet
bulletศูนย์วิทยาการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
dot
Web ความปลอดภัยและอาชีวเวชศาสตร์
dot
bulletฐานข้อมูลอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเกี่ยวกับสารเคมีที่มีใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย
bulletthaisafety
bulletสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน
bulletOSHA
bulletNIOSH
bulletกรมควบคุมมลพิษ
bulletข้อมูลความปลอดภัยเคมีภัณฑ์ (MSDS)
dot
Web ประกันสุขภาพภาครัฐ
dot
bulletสปสช.
bulletสปสช.กทม.
bulletสำนักงานประกันสังคม
dot
Web งานทรัพยากรมนุษย์
dot
bulletthaihrm.com
bulletPMAT
bulletHR Center
dot
Friendly Links
dot
dot
Staff Only
dot
bulletWeb Maintenance
bulletPerfecthealth Web Mail
dot
Disclamation
dot
bulletGeneral Disclaimer
bulletMedical Disclaimer
dot
Newsletter

dot




Copyright © 2010 All Rights Reserved.
บริษัท เพอร์เฟคเฮลธแคร์แอนด์เช็คอัพ จำกัด 68/87 หมู่ 7 ถนนท่าข้าม แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 โทร 0-2895-7577 โทรสาร 0-2895-7890