ReadyPlanet.com
dot dot
อาหารเป็นพิษจากแบคทีเรียและการตรวจร่างกายเพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียลงสู่ผลิตภัณฑ์อาหาร article

 เรือเอกนายแพทย์ เอกลักษณ์  ธรรมสุนทร
แพทยศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยม)
วุฒิบัตรผู้มีความรู้ความชำนาญสาขาศัลยศาสตร์
อนุมัติบัตรผู้มีความรู้ความชำนาญสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว
ประกาศนียบัตรแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข


   แม้ว่าปัจจุบันนี้วิทยาการทางด้นการแพทย์และสาธารณสุขจะก้าวหน้าไปมาก  “อาหารเป็นพิษ” ก็ยังเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและสร้างปัญหาไม่น้อย ในแต่ละปีเราต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมหาศาลในการดูแลรักษาโรคเหล่านี้ ในสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยโรคนี้ถึง 24 – 81 ล้านคนต่อปี  มีการประมาณว่าทำให้หมดค่าใช้จ่ายไปในการดูแลรักษาและจากการสูญเสียกำลังการผลิตไม่น้อยกว่า 5 – 17 พันล้านเหรียญสหรัฐในแต่ละปี   สำหรับประเทศไทยเองแม้ยังไม่มีสถิติที่แน่นอนแต่เชื่อว่าสถิติไม่น่าจะน้อยกว่าในสหรัฐอเมริกา ดังนั้นจึงมีการรณรงค์ในเรื่องของสุขอนามัย, ความสะอาดของอาหารเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานประกอบการ, โรงงาน ที่เป็นผู้ผลิตอาหาร ซึ่งการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียของผลิตภัณฑ์ไม่เพียงจะมีผลต่อประชาชนโดยส่วนรวมแล้ว ยังกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรอีกด้วย


   สารเคมี, โลหะหนัก, ปรสิต, เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย ต่างก็ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ทั้งสิ้น ซึ่งเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด แต่ในเชื้อแบคทีเรียทั้งหมดหลายพันชนิดมีเชื้อแบคทีเรียไม่ถึง 20 ชนิดเท่านั้นที่เป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษ   จากการศึกษาพบว่ามากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจะเกิดจาก Staphylococcus aureus, Salmonella, Clostridium perfringens, Campylobacter, Listeria monocytogenes, Vibrio parahaemolyticus, Bacillus cereus, และ Entero-pathogenic Escherichia coli. เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีอยู่แล้วตามธรรมชาติในอาหารดิบ  อย่างไรก็ตามการที่เชื้อเหล่านี้จะก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษได้นั้นต้องมีปริมาณที่มากพอสมควร เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ๆ จะมีกลไกป้องกันเพื่อฆ่าเชื้อโรคอยู่แล้ว เช่น น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร, หากมีเชื้อเหล่านี้ปนเปื้อนเข้าไปพร้อมกับอาหาร ถ้าปริมาณไม่มากพอ ก็จะถูกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารย่อยทำลายหมด เป็นต้น

   ดังนั้นจากความรู้ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าอาหารเป็นพิษจากแบคทีเรียจะป้องกันได้โดย
1. ควบคุมปริมาณของเชื้อแบคทีเรียที่มีตอนแรกให้มีน้อยที่สุด
2. ป้องกัน-ควบคุมให้เชื้อที่มีอยู่นั้นไม่เจริญเติบโตหรือเพิ่มจำนวนขึ้น
3. ทำลายเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวด้วยการปรุงอาหาร (ความร้อน)
4. หลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของเชื้อกลับสู่อาหารที่ผ่านการปรุงแล้ว

   การปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียลงสู่อาหารที่ปรุงแล้วมักเกิดจากการสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ไม่ดี, การทำความสะอาดที่เก็บและภาชนะไม่ดีพอ นอกจากนี้หากมีการจัดเก็บอาหารที่ไม่ถูกต้องก็จะทำให้เชื้อแบคทีเรียมีโอกาสเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้นได้ อุณหภูมิที่เชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่เจริญเติบโตได้ดีอยู่ระหว่าง 5 – 60 องศาเซลเซียส ดังนั้นไม่ควรเก็บอาหารไว้ในอุณหภูมิดังกล่าวโดยไม่จำเป็น


  การที่จะสามารถดำเนินการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อแบคที่เรียท่ำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษได้ดีนั้น ควรรู้จักลักษณะของเชื้อแต่ละชนิดก่อน

Staphylococcus aureus
    เชื้อดังกล่าวนี้มักอยู่ในทางเดินหายใจ, ผิวหนัง, บาดแผลของคนเรา เมื่อปนเปื้อนลงในอาหารเชื้อนี้จะสร้างพิษ (Toxin) ขึ้นซึ่งจะทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้     เมื่อนำอาหารไปปรุง แม้ว่าความร้อนจะทำลายตัวเชื้อได้ แต่จะไม่สามารถกำจัดพิษที่แบคทีเรียสร้างขึ้นได้ อาหารเป็นพิษที่เกิดจากเชื้อนี้มักพบในอาหารที่ต้องทำด้วยมือ เช่น สลัดมันฝรั่ง, สลัดแฮม และไส้แซนวิช  อาหารประเภทนี้หากถูกทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องในระยะเวลาหนึ่ง เชื้อ S. aureus ก็จะเจริญเติบโตขึ้นมาและก็จะสร้างพิษปนเปื้อนในอาหาร เมื่อรับประทานเข้าไปแม้ว่าจะอุ่นให้ร้อนแล้วก็ตามก็จะทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ในที่สุด

Salmonella
    เชื้อแบคทีเรียนี้พบในลำไส้ของคนและสัตว์ และมักจะปนเปื้อนในอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อ, เป็ด-ไก่, และไข่ อย่างไรก็ตามอาหารชนิดใดก็ได้หากเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสมก็ทำให้เกิดโรคได้ เชื้อ Salmonella นี้สามารถทำลายได้ด้วยความร้อนมากกว่า 65 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นความร้อนที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นการปนเปื้อนของเชื้อ Salmonella มักเกิดจากการปนเปื้อนกันของอาหารดิบและสุก หรือปรุงอาหารไม่สุกเพียงพอ เช่น เอาอาหารที่ปรุงสุกแล้วไปใส่ในภาชนะที่ใส่อาหารดิบแต่ล้างไม่สะอาด เป็นต้น อย่างไรก็ตามถ้ามีเชื้อ Salmonella ในอาหารก็สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตได้ด้วยการแช่เย็นในอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส  เชื้อนี้มีหลายชนิดได้แก่ S .typhi, S.paratyphi A, patatyphi B, S. typhimurium ที่รู้จักกันดีคือ Salmonella typhi ซึ่งก็ให้เกิดโรคไทฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อย โรคนี้พบได้บ่อยมาตั้งแต่สมัยโบราณดังที่ชาวบ้านรู้จักกันดีว่า ไข้หัวโกร๋น เพราะสมัยนั้นยังไม่มียารักษา เป็นไข้กันเป็นเดือนจนกระทั่งผมร่วง เป็นสาเหตุอันดับแรกๆ ของอาการไข้นานเกิน 7 วัน จะมีอาการคล้ายมาลาเรียมาก พบได้ในทุกอายุ แต่จะพบมากในคนอายุ 10 - 30 ปี อาจจะพบว่ามีคนในละแวกใกล้เคียงเคยเป็นหรือกำลังเป็นโรคนี้ด้วย พบมากในฤดูร้อน แต่ก็พบได้เกือบทั้งปี ผู้ป่วยบางรายเมื่อหายแล้ว อาจมีเชื้อไทฟอยด์หลบซ่อนอยู่ในถุงน้ำดีโดยไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างไรเราเรียกว่า ผู้เป็นพาหะนำโรค (carrier) ซึ่งมักจะปล่อยเชื้อออกมากับอุจจาระ แพร่กระจายให้คนอื่นต่อไปเรื่อยๆ แพทย์สามารถตรวจพบโดยการเอาอุจจาระไปเพาะเชื้อและอาจให้การรักษาโดยให้แอมพิซิลลิน นาน 6 สัปดาห์ บางรายอาจต้องผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก ผู้ที่เป็นพาหะเหล่านี้อาจไม่มีประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคไทฟอยด์มาก่อนก็ได้


Clostridium perfringens
   C. perfringens เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบในลำไส้ของคนและสัตว์ ถ้าปริมาณปนเปื้อนของเชื้อนี้ในอาหารที่รับประทานมากเพียงพอ เชื้อก็จะสร้างพิษขึ้นทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ C.
perfringens นี้จะมีสปอร์ซึ่งทนต่อความร้อน การปรุงอาหารที่ความร้อนไม่เกิน 60 องศาเซลเซียสจะไม่สามารถฆ่าเชื้อนี้ได้แม้จะมีระยะเวลานานก็ตาม อาหารจำพวกเนื้อ, เป็ดไก่ หรือที่มีน้ำขลุกขลิกจะพบมากที่สุด ดังนั้นอาหารที่ปรุงสุกแล้วร้อนๆควรเสริฟทันทีหรือเก็บไว้ที่อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส หากต้องการเก็บอาหารจำพวกดังกล่าวไว้ปริมาณมากๆ ก็ควรแบ่งเป็นจำนวนน้อยๆและแยกแช่เย็นเพื่อให้อาหารเย็นลงอย่างรวดเร็วและเมื่อนำมารับประทานก็ต้องอุ่นในความร้อนไม่ต่ำกว่า 73.8 องศาเซลเซียส


Clostridium botulinum
   ในสหรัฐอเมริกาเชื้อนี้พบน้อยกว่า 1 ใน 400 ของผู้ป่วยอาหารเป็นพิษ แต่ที่สำคัญก็คือแม้ว่าจะพบน้อยแต่หากป่วยจากเชื้อนี้แล้วอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30% ส่วนใหญ่เชื้อนี้จะปน
เปื้อนในอาหารกระป๋องเพราะมีออกซิเจนน้อย เชื้อนี้มีสปอร์ซึ่งทำให้ทนต่อความร้อนและสร้างพิษที่มีผลต่อระบบประสาท อาหารกระป๋องที่ปนเปื้อนเชื้อนี้เมื่อเปิดออกมามักจะมีกลิ่นดิน หรือจะมีกระป๋องที่บวมผิดรูปแต่ก็ไม่ทั้งหมด ดังนั้นอาหารกระป๋องเมื่อเปิดแล้วควรทำให้ร้อนก่อนบริโภคทุกครั้ง เพราะพิษของเชื้อนี้จะถูกทำลายถ้าอยู่ในความร้อน 10 นาที

Vibrio parahaemolyticus
  V. parahaemolyticus จะพบในอาหารทะเลเนื่องจากเชื้อนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในน้ำเค็ม V. parahaemolyticus ถูกทำลายง่ายด้วยความร้อนหรือความเย็น การเก็บอาหารไว้ในอุณหภูมิต่ำกว่า 5 หรือสูงกว่า 65 องศาเซลเซียส ก็จะทำลายเชื้อนี้ได้

Bacillus cereus
  B. cereus พบในดิน เชื้อนี้จะพบในอาหารจำพวกแป้ง เช่น ข้าว, มักกะโรนี เชื้อนี้จะมีสปอร์ซึ่งทนความร้อน ดังนั้นข้าวควรรับประทานร้อนๆหรือแช่ตู้เย็นเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อนี้

Listeria
   เป็นเชื้อที่มีความสำคัญเพราะสามารถเติบโตเพิ่มจำนวนได้อย่างข้าๆแม้ว่าจะเก็บอาหารแช่เย็นไว้ เราจะพบเชื้อ Listeria ที่ก่อโรคคือ Listeria monocytogenes ได้ถึง 30.5 % หากเก็บอาหารไว้ที่ 4 องศาเซลเซียสไว้นาน 100 วัน โดยสามารถเพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่าในทุกๆ 1.5 วัน อาหารที่เก็บในตู้เย็นจึงควรนำมาอุ่นใหม่ทุกครั้งก่อนเสริฟ ในอุตสาหกรรมอาหารเชื้อนี้จะต้องคำนึงถึงเพราะการแช่เย็นไม่สามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตได้ ดังนั้นระบบการหมุนเวียน (first in first out) ที่ดีในการจัดเก็บจะช่วยป้องกันเชื้อนี้ได้

Yersinia enterocolitica
   พบไม่บ่อยแต่ถ้าเป็นอาหารเป็นพิษจะรุนแรง ซึ่งมักเกิดกับเด็ก เชื้อนี้ทำให้มีอาการคล้ายกับไส้ติ่งอักเสบ ผู้ป่วยหลายรายถูกผ่าตัดไส้ติ่งโดยไม่จำเป็นและทำให้เกิดข้ออักเสบภายหลังได้ Y. enterocolitica พบในอาหารหลายชนิด ยกเว้นในหมูจะไม่ก่อโรค เช่นเดียวกับ Listeria เชื้อนี้สามารถเติบโตได้ในความเย็น แต่ถูกทำลายได้ง่ายในความร้อน

Campylobacter jejuni
   มักปนเปื้อนจากอุจจาระ อาหารสัตว์ อาหารที่พบเชื้อนี้บ่อยได้แก่ นม แต่ระยะหลังนี้พบมากขึ้นใน เป็ดไก่และเนื้อสัตว์ เชื้อนี้ทำลายง่ายและเติบโตน้อยในอาหาร

Enteropathogenic Escherichia coli
   Enteropathoginec E. coli  เป็นเชื้อที่สำคัญ มักเป็นต้นเหตุของอาหารเป็นพิษในประเทศที่กำลังพัฒนา ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะเรียกว่า "travelers' diarrhea." เพราะพบในคนที่มาเที่ยวประเทศแถบนี้แล้วกลับไปมีอาการ แหล่งเพาะเชื้อหลักของโรคนี้คือการปนเปื้อนจากอุจจาระในผู้ป่วยที่มีเชื้อโรคนี้

ตาราง  สรุปรายละเอียดของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ

Bacteria
Responsible

Description

Habitat

Types of
Foods

Symptoms

Cause

Temperature
Sensitivity

Staphylococcus aureus

Produces a heat-stable toxin

Nose and throat of 30 to 50 percent of healthy population; also skin and superficial wounds.

Meat and seafood salads, sandwich spreads and high salt foods.

Nausea, vomiting and diarrhea within 4 to 6 hours. No fever.

Poor personal hygiene and subsequent temperature abuse.

No growth below 40o F. Bacteria are destroyed by normal cooking but toxin is heat-stable.

Salmonella

Produces an intestinal infection

Intestinal tracts of animals and man

High protein foods - meat; poultry, fish and eggs.

Diarrhea nausea, chills, vomiting and fever within 12 to 24 hours.

contamination of ready-to-eat foods, insufficient cooking and recontamination of cooked foods.

No growth below 40o F. Bacteria are destroyed by normal cooking.

Clostridium perfringens

Produces a spore and prefers low oxygen atmosphere. Live cells must be ingested.

dust, soil and gastrointestinal tracts of animals and man.

Meat and poultry dishes, sauces and gravies.

Cramps and diarrhea within 12 to 24 hours. No vomiting or fever.

Improper temperature control of hot foods, and recontamination.

No growth below 40o degrees F. Bacteria are killed by normal cooking but a heat-stable spore can survive.

Clostridium botulinum

Produces a spore and requires a low oxygen atmosphere. Produces a heat-sensitive toxin.

Soils, plants, marine sediments and fish.

Home-canned foods.

Blurred vision, respiratory distress and possible DEATH.

Improper methods of home-processing foods.

Type E and Type B can grow at 38o F. Bacteria destroyed by cooking and the toxin is destroyed by boiling for 5 to 10 minutes. Heat-resistant spore can survive.

Vibrio parahaemolyticus

Requires salt for growth.

Fish and shellfish

Raw and cooked seafood.

Diarrhea, cramps, vomiting, headache and fever within 12 to 24 hours.

Recontamination of cooked foods or eating raw seafood.

No growth below 40o F. Bacteria killed by normal cooking.

Bacillus cereus

Produces a spore and grows in normal oxygen atmosphere.

soil, dust and spices.

Starchy food.

Mild case of diarrhea and some nausea within 12 to 24 hours.

Improper holding and stroage temperatures after cooking.

No growth below 40o F. Bacteria killed by normal cooking, but heat-resistant spore can survive.

Listeria monocytogenes

Survives adverse conditions for long time periods.

Soil, vegetation and water. Can survive for long periods in soil and plant materials.

Milk, soft cheeses, vegetables fertilized with manure.

Mimics meningitis. Immuno- compromised individuals most susceptible.

Contaminated raw products.

Grows at refrigeration (38-40o F.) temperatures. May survive minimum pasturization tempertures (161o F. for 15 seconds.)

Campylobacter jejuni

Oxygen sensitive, does not grow below 86o F.

Animal reservoirs and foods of animal origin.

Meat, poulty, milk, and mushrooms.

Diarrhea, abdomianl cramps and nausea.

Improper pasteuriztion or cooking. cross-contamination.

Sensitive to drying or freezing. Survives in milk and water at 39 o F for several weeks.

Versinia enterocolitica

Not frequent cause of human infection.

Poultry, beef, swine. Isolated only in human pathogen.

Milk, tofu, and pork.

Diarrhea, abdominal pain, vomiting. Mimics appendicitis.

Improper cooking. Cross-contamination.

Grows at refrigeration temperatures (35-40o F.) Sensitive to heat (122 oF.)

Enteropathogenic E. coli

Can produce toxins that are heat stable and others that are heat-sensitive.

Feces of infected humans.

Meat and cheeses.

Diarrhea, abdominal cramps, no fever.

Inadequate cooking. Recontamination of cooked product.

Organisms can be controlled by heating. Can grow at refrigeration temperatures.

จะเห็นได้ว่ามาตรการป้องกันอาหารเป็นพิษจากแบคทีเรียต้องประกอบด้วยหลายส่วน ทั้งกระบวนการผลิต การจัดเก็บ และปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือบุคลากรในกระบวนการการผลิต ต้องมีความรู้, ความเอาใจใส่ เคร่งครัดในกฎระเบียบ อย่างไรก็ตามมีมาตรการที่ช่วยลดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวคือการดูแลไม่ให้บุคลากรเป็นพาหะนำโรคเสียเอง จึงมีการบรรจุการตรวจบางชนิดเข้าสู่การตรวจสุขภาพเป็นระยะ (Periodic Health Examination) เป็นการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคลงสู่ผลิตภัณฑ์

การตรวจร่างกายเพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียลงสู่ผลิตภัณฑ์อาหาร

   นอกจากการตรวจร่างกายทั่วไป เช่น ตรวจร่างกายตามระบบโดยแพทย์, เอกซเรย์ปอด, ตรวจเลือด, ปัสสาวะ ฯลฯ เพื่อประเมินสภาพร่างกายเบื้องต้นแล้ว ควรจะมุ่งเน้นไปยัง “แหล่งเพาะโรค” ซึ่งได้แก่บุคลากรที่มีเชื้อก่อโรคในตนเองโดยที่ไม่ปรากฏอาการซึ่งหากไม่มีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดีเพียงพอแล้วก็สามารถเป็นแหล่งปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียลงสู่อาหารได้


   การตรวจร่างกายเพื่อมุ่งหาแหล่งเพาะโรคดังกล่าวที่สามารถตรวจได้มี 2 อย่างคือ
1. การตรวจเพื่อหาพาหะของโรคไทฟอยด์
2. การตรวจเพื่อหาพาหะของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในอุจจาระ (Enteropathogenic Bacterias)

การตรวจเพื่อหาพาหะของโรคไทฟอยด์
ตรวจได้ 2 อย่าง

  • ตรวจจากเลือด คือการตรวจดูภูมิคุ้มกันที่มีต่อไทฟอยด์ (Widal Test) หากขึ้นสูงก็ว่าน่าจะเป็นพาหะ ก็นำไปรับประทานยาเพื่อฆ่าเชื้อต่อไป วิธีนี้ค่อนข้างจำเพาะต่อไทฟอยด์เพราะเป็นการตรวจภูมิคุ้มกันที่ร่างกายมีต่อเชื้อโดยตรง และสะดวกกว่าการเก็บอุจจาระ
  • ตรวจจากอุจจาระ คือการนำอุจจาระไปเพาะเลี้ยงเชื้อ ถ้าพบเชื้อไทฟอยด์ก็แสดงว่าเป็นพาหะเช่นเดียวกัน ข้อเสียคือเก็บไม่สะดวก

การตรวจเพื่อหาพาหะของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในอุจจาระ
  เป็นการตรวจโดยนำอุจจาระไปเพาะเชื้อ ซึ่งสามารถตรวจพบเชื้อที่ก่อโรค ได้ทุกชนิด รวมทั้งไทฟอยด์ด้วย มีวิธีการเก็บ 2 วิธี

  • เก็บจากอุจจาระโดยตรง วิธีนี้ข้อดีคือเก็บสะดวก แต่เนื่องจากอุจจาระจะมีเชื้อแบคทีเรียชนิดไม่ก่อโรคปนมามากมาย ความแม่นยำจะน้อยกว่าวีธีเก็บจากลำไส้
  • เก็บจากลำไส้ หรือ Rectal swap culture ข้อดีคือสามารถเก็บและตรวจหาเชื้อก่อโรคได้ดีกว่าวิธีแรก แต่วิธีการเก็บมีความสำคัญมากเพราะต้องใช้ไม้พันสำลีใส่ลงในทวารหนัก 1-2 นิ้ว หมุนไปมา 2-3 รอบแล้วเอาออกมาเพาะเชื้อ หากทำไม่ถูกวิธี การตรวจวิธีแรกจะได้ผลดีกว่า

การตรวจอุจจาระเพื่อหาพยาธิ (Fecal Examination)

วิธีการตรวจ
  เป็นการนำอุจจาระมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ด้วยวิธี direct smear เพื่อตรวจหาไข่พยาธิต่างๆ เช่น พยาธิปากขอ, พยาธิใบไม้ตับ, พยาธิไส้เดือน, พยาธิตัวตืด ฯลฯ และความผิดปกติอื่นๆที่อาจปนเปื้อนมาในอุจจาระ

ประโยชน์ของการตรวจ
  การตรวจนี้เหมาะสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเขตร้อน และเป็นถิ่นระบาด (Endemic Area) ของโรคพยาธิต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งสำหรับผู้เข้ารับการตรวจนั้น การมีพยาธิในร่างกาย แม้ไม่มาก แต่ก็เป็นเหตุให้สุขภาพและประสิทธิภาพของการทำงานไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากพยาธิจะแย่งอาหาร สารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไปหมด หากมีเป็นจำนวนมาก การแย่งอาหารก็จะรุนแรงขึ้น เป็นเหตุให้เกิดโรคขาดสารอาหาร, โรคโลหิตจางได้ และอาจเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้เรื้อรังได้ นอกจากนี้ในการทำงานการอยู่ด้วยกันในคนหมู่มาก เช่น โรงเรียน, โรงงาน ผู้ที่มีพยาธิในร่างกายก็อาจเป็นแหล่งแพร่พันธ์พยาธิไปสู่ผู้อื่นได้อีก การตรวจอุจจาระ เมื่อพบไข่พยาธิ ก็สามารถกินยารักษาให้หายขาดได้
สำหรับองค์กรที่มีธุรกิจเกี่ยวกับอาหารและการบริการ เช่น ภัตตาคาร, โรงแรม, โรงงานอาหาร ฯลฯ การตรวจนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่พนักงานดังกล่าวมาแล้ว ยังเป็นการป้องกันการปนเปื้อนลงสู่อาหารหรือสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งมีผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรอีกด้วย

ผู้ที่เหมาะสมแก่การตรวจนี้
   ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยได้แนะนำให้บุคลากรดังต่อไปนี้ สมควรตรวจอุจาระเพื่อเฝ้าระวังโรคติดต่อทางเดินอาหาร
1. พนักงานภัตตาคาร, ขายอาหาร
2. พ่อครัว, แม่ครัว ตลอดจนผู้ช่วยในครัว
3. พนักงานโรงงานเกี่ยวกับธุรกิจอาหาร
4. พนักงานโรงแรมแผนก F&B, ห้องครัว
5. คนเลี้ยงเด็ก, พี่เลี้ยงโรงเรียนอนุบาล
6. ผู้ดูแลคนชรา
7. นักเรียน
8. พนักงานเสริฟอาหาร




ความรู้เรื่องอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน article
แพทย์กับการตรวจสุขภาพลูกจ้างในสถานประกอบการ article
การตรวจคัดกรองการได้ยินในสถานประกอบการ article
การวางแผนการตรวจสุขภาพประจำปีและการตรวจเฝ้าระวังทางอาชีวเวชศาสตร์ article
ปวดหลังกับชีวิตประจำวัน article
การตรวจสุขภาพสำหรับผู้ที่สัมผัสสารอันตรายในโรงงาน (Biologic Monitoring) article



bulletHome
bulletPerfecthealth's Job
dot
English
dot
dot
แผนที่ที่ตั้งของเพอร์เฟคเฮลธ
dot
bulletสำนักงานใหญ่
bulletสาขาเมืองไทยภัทรคอมเพล็กซ์
bulletสาขายูไนเต็ดเซ็นเตอร์สีลม
dot
เวชศาสตร์การท่องเที่ยว
dot
bulletISTM
dot
Web สุขภาพที่น่าสนใจ
dot
bulletsaksiri.org
bulletEmergency Medical Services (EMS)
bulletThai Heart Web
bulletthaiclinic.com
bulletHealthnet
bulletศูนย์วิทยาการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
dot
Web ความปลอดภัยและอาชีวเวชศาสตร์
dot
bulletฐานข้อมูลอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเกี่ยวกับสารเคมีที่มีใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย
bulletthaisafety
bulletสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน
bulletOSHA
bulletNIOSH
bulletกรมควบคุมมลพิษ
bulletข้อมูลความปลอดภัยเคมีภัณฑ์ (MSDS)
dot
Web ประกันสุขภาพภาครัฐ
dot
bulletสปสช.
bulletสปสช.กทม.
bulletสำนักงานประกันสังคม
dot
Web งานทรัพยากรมนุษย์
dot
bulletthaihrm.com
bulletPMAT
bulletHR Center
dot
Friendly Links
dot
dot
Staff Only
dot
bulletWeb Maintenance
bulletPerfecthealth Web Mail
dot
Disclamation
dot
bulletGeneral Disclaimer
bulletMedical Disclaimer
dot
Newsletter

dot




Copyright © 2010 All Rights Reserved.
บริษัท เพอร์เฟคเฮลธแคร์แอนด์เช็คอัพ จำกัด 68/87 หมู่ 7 ถนนท่าข้าม แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 โทร 0-2895-7577 โทรสาร 0-2895-7890