ReadyPlanet.com
dot dot
โรคโลหิตจาง article

โลหิตจางหรือ anemia เป็นภาวะอย่างหนึ่งที่ร่างกายจะมีจำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง หรือจำนวนฮีโมโกลบินในเลือดต่ำกว่าปกติ 

ภาวะโลหิตจางไม่ใช่โรคโดยตรง แต่เป็นเครื่องบอกเหตุว่า มีโรคหรือสาเหตุซ่อนอยู่ซึ่งต้องค้นหาดูว่าเป็นอะไร แล้วจึงจะทำการรักษาที่ถูกต้อง การตรวจว่ามีภาวะโลหิตจางหรือไม่ทำได้โดยการตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์ หรือ  Complete Blood Count: CBC ร่วมกับการย้อมสีเม็ดเลือดและตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Peripheral Blood Smear) ซึ่งแพทย์จะทราบว่าผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางจากค่าต่างๆ ที่ได้จากการตรวจนี้ โดยดูจากค่าความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit:HCT) หรือ ค่าฮีโมโกลบิน (Hemoglobin:HB) นอกจากนี้อาจดูได้จาก mean corpuscular volume (MCV) หรือ red cell distribution width (RDW) or red cell morphology index (RCMI)ซึ่งค่าต่างๆ เหล่านี้แต่ละเพศและวัยมีค่านี้แตกต่างกัน เมื่อไรพบว่าค่าต่ำกว่าพิกัดต่ำสุดของประชากรเพศและวัยนั้นก็ถือว่าโลหิตจาง

 

อาการของโลหิตจาง
เมื่อพบเห็นคนหน้าซีดๆ ผิวซีดๆ ไม่มีแรงก็มักจะลงความเห็นกันไว้ก่อนว่าเป็นโลหิตจาง  นี่เป็นการลงความเห็นโดยอาศัยข้อมูลจากลักษณะที่พบเห็นได้โดยง่าย ซึ่งในทางการแพทย์เราก็ใช้
นอกจากนี้มีข้อมูลอื่นๆ อีกที่เป็นประโยชน์ ที่จะช่วยลงความเห็นว่ามีภาวะโลหิตจางหรือไม่และอาจช่วยบอกต่อว่าโลหิตจางเกิดจากสาเหตุใดด้วย
ผู้ที่มีโลหิตจางจะมีอาการซีด, เพลีย, เหนื่อยง่าย ทำงานไม่ค่อยไหว ผู้ป่วยที่มีโลหิตจางรุนแรงอาจจะมีการทำงานของหัวใจล้มเหลว เกิดภาวะหัวใจวาย และสมองจะทำงานช้าลง จนกระทั่ง
หมดสติได้
ผู้ที่โลหิตจางไม่มากหรือไม่มีโรคหลอดเลือดร่วมด้วยอาจไม่มีอาการก็ได้ อาการจะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโลหิตจาง และความเฉียบพลันของการเกิดโรค

อาการที่ชี้แนะว่าโลหิตจาง
1. อาการเหนื่อยง่าย เหนื่อยง่ายหมายถึงรู้สึกเหนื่อยผิดปกติเวลาที่ต้องออกแรง เช่น  เคยเดินบันไดได้โดยไม่เหนื่อยแต่กลับเหนื่อย  ถ้ามีโลหิตจางรุนแรง เพียงแต่เดินในบ้านก็อาจ
เหนื่อยแล้ว เวลาเหนื่อยอาจมีอาการใจสั่นร่วมด้วย อาการที่รุนแรงมีอาการของโรคหัวใจวาย คือ เหนื่อย แน่นหน้าอก หอบ เป็นต้น
2. อาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ
3. อาการเป็นลม หน้ามืด วิงเวียน
4. อาการทางสมอง เช่น รู้สึกสมองล้า หลงลืมง่าย ขาดสมาธิในการทำงาน เรียนหนังสือไม่ดีเท่าที่ควร นอนไม่หลับ
5. อาการหัวใจขาดเลือด มักพบในคนที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โลหิตจาง ทำให้อาการของหัวใจรุนแรงขึ้น เจ็บหน้าอกง่ายขึ้น
6. อาการขาขาดเลือด พบในคนที่มีโรคหลอดเลือดของขาทำให้ปวดขา เวลาเดินได้ไม่ไกล ต้องหยุดพักบ่อยๆ เวลาเดิน
7. อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร ท้องอืด

โรคหรือสาเหตุของโลหิตจาง
มีหลายชนิด ซึ่งแบ่งตามกลไกการเกิดของโลหิตจางเป็นได้ 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. การสร้างเม็ดเลือดแดงน้อย
    ลงอาจจะเกิดจากการขาดสารอาหารที่จำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ขาดธาตุเหล็ก, โฟเลต (folate), วิตามินบี 12, โรคไขกระดูกฝ่อ (aplastic anemia), โรคที่มีเซลล์มะเร็งในไขกระดูก เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) เป็นต้น
  2. การสูญเสียเม็ดเลือดแดงจากกระแสเลือด
    ได้แก่การเสียเลือดทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง (ซึ่งชนิดเรื้อรังจะทำให้เกิดการขาดธาตุเหล็ก), การที่เม็ดเลือดแดงแตกหรือถูกทำลายไปเร็วกว่าปกติ เช่น โรคที่ร่างกายต่อต้านเม็ดเลือดแดงของ
    ตนเอง (โรค autoimmune hemolytic anemia), โรคโลหิตจางกรรมพันธุ์บางชนิด เช่น โรคขาดเอ็นซัยม์ของเม็ดเลือดแดง, โรคทาลัสซีเมีย เป็นต้น

อาการอ่อนเพลีย, เหนื่อยง่าย ที่พบในภาวะโลหิตจางอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่ภาวะโลหิตจาง เช่น โรคหัวใจ, โรคปอดเป็นต้น แพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะโลหิตจางได้โดยการตรวจวัดสัดส่วนของเม็ดเลือดแดงในเลือดหรือวัด ความเข้มข้นของสีฮีโมโกลบิน (ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง) ในเลือด โดยการตรวจ CBC ดังกล่าวแล้วตอนต้น หลังจากนั้นแพทย์จะต้องตรวจหาโรคที่เป็นสาเหตุของภาวะโลหิตจางนั้น ๆ เพื่อให้การรักษาได้ตรงตามสาเหตุต่อไป

ประวัติที่ชี้แนะสาเหตุของโลหิตจาง

  1. ระยะการเกิดอาการ หมายถึงว่าเกิดอาการโดยรวดเร็วเฉียบพลัน หรือเกิดอาการแบบค่อยเป็นค่อยไปช้าๆ จากอาการต่างๆ 1 ถึง 7 ข้อที่ชี้แนะว่ามีโลหิตจางที่กล่าวมาข้างต้น หากพบว่าอาการพวกนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือกะทันหันก็พอบอกได้ว่า เกิดจากสาเหตุของโลหิตจางชนิดเฉียบพลัน แต่ถ้าระยะการเกิดอาการเป็นแบบช้าๆ เนิ่นนาน ค่อยๆ เป็นจากน้อยๆ ก่อนแล้วมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าสาเหตุของโลหิตจางเป็นชนิดเรื้อรัง
  2. ประวัติการเสียเลือด หมายถึงมีการสูญเสียเลือดออกจากร่างกายทางใดทางหนึ่ง เมื่อเสียมากก็จะเกิดภาวะโลหิตจางตามมา เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระออกมาเป็นสีดำ ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ อาการทั้งหมดข้างต้นอาจหมายถึงเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร แล้วมีเลือดออกจากแผลจนเกิดการสูญเสียเลือดและภาวะโลหิตจางตามมา หากมีประวัติการกินยาหรือยาโรคปวดข้อ ปวดกระดูกร่วมด้วยอาจหมายถึง โรคกระเพาะดังกล่าวเกิดจากยาที่กิน
  3. ประวัติมีประจำเดือนมามากหรือมาบ่อย
  4. ประวัติเป็นริดสีดวงทวารถ่ายออกมาเป็นเลือดสดๆ
  5. ประวัติบาดเจ็บมีแผลเลือดออกมาก อาการเหล่านี้ก็ช่วยบอกว่าโลหิตจางเกิดจากสาเหตุอะไร
  6. ประวัติดีซ่าน ปัสสาวะสีเข้มแบบน้ำปลาหรือสีโคคาโคล่า อาจบ่งบอกถึงว่าโลหิตจางเกิดจากภาวะการแตกสลายของเม็ดเลือดแดง
  7. ประวัติอาการร่วมอื่นๆ ที่สำคัญได้แก่มีจุดหรือจ้ำเลือดตามตัวบ่อยๆ อาการนี้อาจหมายถึงภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ที่นำไปสู่การสูญเสียเลือด และเกิดโลหิตจางตามมา
  8. เป็นไข้หรือโรคติดเชื้อบ่อยๆ อาจแสดงถึงปัญหาเม็ดเลือดขาวต่ำ เมื่อป่วยบ่อยๆ ก็นำไปสู่ภาวะโลหิตจางได้
  9. เป็นโรคระบบอื่นอยู่ เช่น โรคไต โรคตับ โรคข้ออักเสบ โรคมะเร็ง ฯลฯ โรคเรื้อรังเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดโลหิตจางได้

โรคโลหิตจางที่พบได้บ่อยในประเทศไทย
มีสาเหตุสำคัญอยู่ 3 ประการคือ
1. โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
  การขาดธาตุเหล็กนี้พบได้บ่อยที่สุดในสาเหตุของโลหิตจางทั้งหมด มักพบในชาวชนบท ผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร ผู้ที่เพิ่งแท้งบุตรหรือหญิงหลังคลอด ผู้ที่เป็นแผลใน
กระเพาะอาหาร เป็นโรคริดสีดวงทวาร
2. โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก
โดยปกติ เม็ดเลือดแดงจะมีชีวิตอยู่ในร่างกายประมาณ 120 วัน แล้วจะเสื่อมสลายไปพร้อมกับมีเม็ดเลือดแดงใหม่ที่ไขกระดูกสร้างเข้ามาทดแทน จึงเกิดภาวะสมดุลในร่างกายไม่เกิดภาวะ
โลหิตจาง สาเหตุที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายมีอยู่ 2 ประการคือ

  1. ภาวะพร่องเอนไซม์จี-6-พีดี (G-6-PD) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีอยู่ทั่วไปในเซลล์ต่าง ๆ รวมถึงเซลล์เม็ดเลือดแดง เมื่อขาดเอนไซม์ชนิดนี้จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย โดยภาวะพร่องเอนไซม์ชนิดนี้เป็นโรคพบจากกรรมพันธุ์ ที่แสดงอาการในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
  2. โรคทาลัสซีเมีย (Thalassemia) เป็นความผิดปกติทางกรรมพันธุ์

3.โลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ
เนื่องจากไขกระดูกที่อยู่ในโพรงกระดูกทั่วร่างกายมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือด หากมีความผิดปกติของไขกระดูกทำให้สร้างเม็ดเลือดได้น้อยลง ก็จะเกิดภาวะโลหิตจางขึ้นโดยสาเหตุที่แน่ชัดยังไม่
ทราบอาจเกิดจากพิษของยาหรือสารเคมีไปทำลายไขกระดูก เช่น ยาเฟนิลบิวทาโซน คลอแรมเฟนิคอล ซัลฟา หรือเคมีจำพวกน้ำมันก๊าด น้ำมันเบนซิน สีทาบ้าน รังสีชนิดต่าง ๆ เป็นต้น

โลหิตจางที่พบบ่อยในบ้านเราเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก จากโรคเลือดทาลัสซีเมีย และเกิดจากโรคในระบบอื่น

อาการแสดง

อาการแสดง หมายถึง ลักษณะที่พบเห็นหรือตรวจพบในตัวผู้ป่วยที่มีโลหิตจาง มี 2 ชนิดคือ ชนิดที่บอกว่ามีภาวะโลหิตจางและที่บอกว่ามีสาเหตุอะไรที่ทำให้เลือดจาง

1. อาการแสดงที่บอกว่ามีภาวะโลหิตจาง

  • อาการแสดงที่พบบ่อยได้แก่ ลักษณะซีด ดูได้จากสีของผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ใต้เล็บหรือดูจากสีของเยื่อบุด้านในของเปลือกตาล่าง (พลิกเปลือกตาดู)

2. อาการแสดงที่ช่วยชี้แนะถึงสาเหตุของโลหิตจาง

  • มีตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) อย่างอ่อน แสดงถึงภาวะโลหิตจาง จากการแตกสลายของเม็ดเลือดแดง
  • มีจุดและจ้ำเลือดตามตัวชี้แนะถึงการมีเกล็ดเลือดต่ำ เป็นโรคไขกระดูกฝ่อ มะเร็งเม็ดโลหิตขาว หรือโรคที่เกิดการทำลายทั้งเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือด
  • ลิ้นเลี่ยน อาจแสดงถึงโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ผิวลิ้นจะเลี่ยนและซีด
  • เล็บอ่อนยุบเป็นแอ่ง พบในโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก
  • ความดันโลหิตสูง อาจหมายถึงโลหิตจางจากไตวายเรื้อรัง
  • ความดันโลหิตต่ำ อาจหมายถึงภาวะช็อกจากการสูญเสียโลหิตอย่างรวดเร็ว เช่น เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหารหรือจากภาวะหัวใจวาย
  • ตับและม้ามโต พบได้ในโลหิตจางจากโรคเลือดทาลัสซีเมีย โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
  • ต่อมน้ำเหลืองโต อาจหมายถึงมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมักจะมีตับโตและม้ามโตด้วย
  • อาการบวม ผิวแห้ง มักพบในโรคไต
  • อาการขึ้นผื่นที่ใบหน้า และผมร่วง พบในโรคเอสแอลอี (SLE)
  • ท้องมาน พบในโรคตับแข็ง
  • ข้อบวม พิการ พบในโรคข้อเรื้อรัง เช่น โรครูมาตอยด์อาไทรติส(ข้ออักเสบรูมาตอยด์) โรคเอสแอลอี เป็นต้น

ระยะการเริ่มเกิดของโรค
อาจแบ่งโลหิตจางได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
ก. โลหิตจางเฉียบพลัน
หมายถึงมีอาการของโลหิตจางเกิดขึ้นใน 7-10 วัน ซึ่งเกิดจาก
• เสียเลือดเฉียบพลัน เช่น เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร จากประจำเดือนออกมาก
• เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเฉียบพลัน จะมีอาการร่วมคือดีซ่าน ปัสสาวะสีเข้ม อาจมีไข้ ม้ามอาจโต ถ้ามีประวัติเข้าป่า อาจเป็นมาลาเรีย
• อาจเกิดจากมะเร็งเม็ดโลหิตขาวเฉียบพลัน ซึ่งจะมีไข้ เกล็ดเลือดต่ำ ตับม้ามโต
ข. โลหิตจางเรื้อรัง
• เกิดอาการโลหิตจางนานกว่า 10 วัน อาจเป็นเดือนๆ ก็ได้ การตรวจสอบลักษณะทางคลินิกจากประวัติ อาการและอาการแสดงจะช่วยชี้แนะถึงสาเหตุของโลหิตจางได้
• ประวัติการเสียเลือดเรื้อรัง เกิดภาวะของธาตุเหล็ก ที่พบบ่อยได้แก่โรคกระเพาะอาหาร โรคประจำเดือนมาก ริดสีดวงทวารหนัก หรือมีพยาธิปากขอที่ดูดเลือดจากลำไส้
• ลักษณะของทาลัสซีเมียจากหน้าตาและผิวพรรณ
• ลักษณะทางคลินิกของโรคตับ โรคไต โรคเอสแอลอี ฯลฯ
• ลักษณะทางคลินิกของการขาดสารอาหาร เช่น เลือกกินเฉพาะอาหารบางชนิด กินอาหารน้อย ติดสุรา ฯลฯ

การรักษาโลหิตจาง
หลักการสำคัญในการรักษาโลหิตจางคือ รักษาที่สาเหตุของโลหิตจาง แนวทางการรักษาประกอบด้วย
1. การรักษาทั่วไป
  เป็นการบำบัดอาการของโลหิตจาง ระหว่างที่ทำการรักษาโรคสาเหตุของโลหิตจาง เช่น
a. รักษาภาวะหัวใจวาย
b. ลดการออกแรง
c. ให้ออกซิเจน
d. ให้เลือดทดแทน มักให้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาหลอดเลือด ผู้ป่วยอายุมากหรือเสียเลือดมากเฉียบพลันผู้ป่วยเลือดจางเรื้อรังมักไม่จำเป็นต้องให้เลือด แม้ว่าความเข้มข้นของเลือด
จะต่ำมากๆ ก็ตาม
2. การรักษาจำเพาะ
เป็นการรักษาที่สาเหตุ กำจัดสาเหตุ (ถ้าทำได้) และให้การรักษาโรคสาเหตุนั้นๆ เช่น ถ้าพบว่าเลือดจางเพราะพยาธิปากขอ ก็ให้ยากำจัดพยาธิและให้ยาที่มีธาตุเหล็กควบคู่กันไป เมื่อระดับความ
เข้มข้นของเลือดกลับสู่ระดับปกติแล้ว ควรให้ยาเสริมธาตุเหล็กต่อไปอีก 3 เดือนจึงจะเพียงพอ

แนวทางการปฏิบัติตน
ส่วนนี้ก็มีความสำคัญสำหรับผู้ที่เป็นโลหิตจางนอกเหนือจากที่ต้องรักษาด้วยยาตามที่แพทย์สั่ง การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การประกอบอาชีพ การพักผ่อนควรปฏิบัติให้ถูกหลัก
หากสงสัยให้สอบถามจากแพทย์
ในโลหิตจางที่เป็นโรคทางพันธุกรรมยังมีอีกสิ่งที่สำคัญมากคือ "การให้คำปรึกษา" ผู้ป่วยอาจไม่เข้าใจ พ่อแม่อาจไม่เข้าใจ สามีหรือภรรยาอาจไม่เข้าใจ อาจกล่าวโทษต่อกันว่าพันธุ์ไม่ดี
ปัญหาเหล่านี้จะบรรเทาลงได้จากการได้รับคำปรึกษาจากผู้รู้และต้องได้รับความร่วมมือจากครอบครัวด้วย ซึ่งรวมไปถึงการให้คำปรึกษาก่อนแต่งงานด้วย




รู้ทันโรคภัย ใส่ใจสุขภาพ

ใบบัวบก ช่วยลดขนาดเส้นเลือดขอด
สูตรไม่ลับ แก้หน้าเหี่ยว
"เหล้า" กับความผิดปกติทางเลือด
20 สัญญาณมะเร็งที่ผู้หญิงมักมองข้าม
เติมเต็มสุขภาพเชิงบวกด้วย เทรนด์อาหาร ปี 2010
ปวดเรื้อรัง ระวังสมองเหี่ยว
10 นาทีนวดก้นกบ ลดความเครียด
การรักษาโรคไบโพลาร์ให้ได้ผลดีในระยะยาว
Stem Cell คืออะไร
โรคอ้วน
โรคระบบทางเดินอาหาร ทำงานผิดปกติ
โบท็อกซ์อันตรายจริงหรือ
โรคในช่องปากที่คนไทยเป็นกันมากที่สุด
"ชิคุณกุนยา" ไวรัสร้ายจากยุงลาย
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 H1N1
การตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก ( Pap smear ) article
ตรวจเต้านมด้วยตนเอง… อีกหนึ่งมาตรการในการป้องกันมะเร็งเต้านม article
สมองอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ article
ไข้หวัดนก article
การตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์ (Complete Blood Count: CBC) article
สารกันเลือดแข็ง (Preservative) คืออะไร article
ยาบ้าและสารเสพติด article
ตาบอดสี.... หลายสิ่งที่คุณยังไม่รู้ article
รับประทานอาหารอย่างไร? ให้เหมาะกับกรุ๊ปเลือด article
โรคกระดูกพรุน article
ท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง article
ไวรัสตับอักเสบบี article
ทำอย่างไรเมื่อเจาะเลือดแล้ว รุ่งขึ้นมีรอยเขียวช้ำ article



bulletHome
bulletPerfecthealth's Job
dot
English
dot
dot
แผนที่ที่ตั้งของเพอร์เฟคเฮลธ
dot
bulletสำนักงานใหญ่
bulletสาขาเมืองไทยภัทรคอมเพล็กซ์
bulletสาขายูไนเต็ดเซ็นเตอร์สีลม
dot
เวชศาสตร์การท่องเที่ยว
dot
bulletISTM
dot
Web สุขภาพที่น่าสนใจ
dot
bulletsaksiri.org
bulletEmergency Medical Services (EMS)
bulletThai Heart Web
bulletthaiclinic.com
bulletHealthnet
bulletศูนย์วิทยาการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
dot
Web ความปลอดภัยและอาชีวเวชศาสตร์
dot
bulletฐานข้อมูลอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเกี่ยวกับสารเคมีที่มีใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย
bulletthaisafety
bulletสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน
bulletOSHA
bulletNIOSH
bulletกรมควบคุมมลพิษ
bulletข้อมูลความปลอดภัยเคมีภัณฑ์ (MSDS)
dot
Web ประกันสุขภาพภาครัฐ
dot
bulletสปสช.
bulletสปสช.กทม.
bulletสำนักงานประกันสังคม
dot
Web งานทรัพยากรมนุษย์
dot
bulletthaihrm.com
bulletPMAT
bulletHR Center
dot
Friendly Links
dot
dot
Staff Only
dot
bulletWeb Maintenance
bulletPerfecthealth Web Mail
dot
Disclamation
dot
bulletGeneral Disclaimer
bulletMedical Disclaimer
dot
Newsletter

dot




Copyright © 2010 All Rights Reserved.
บริษัท เพอร์เฟคเฮลธแคร์แอนด์เช็คอัพ จำกัด 68/87 หมู่ 7 ถนนท่าข้าม แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 โทร 0-2895-7577 โทรสาร 0-2895-7890