ReadyPlanet.com
dot dot
ไวรัสตับอักเสบบี article

ตับอักเสบจากไวรัส หมายถึง โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ทำให้เกิดการอักเสบโดยตรงที่ตับ โดยที่เซลล์ตับจะอักเสบกระจายไปทั่วทั้งตับ

โรคตับอักเสบจากไวรัสไม่ใช่โรคที่เพิ่งค้นพบ มนุษย์ต้องทนทุกข์กับโรคนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ นับเป็นเวลากว่า 2,000 ปีมาแล้วที่ฮิปโปเครตีสได้บรรยายถึงผู้ป่วยดีซ่าน โดยมีอาการไข้หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปัสสาวะเหลือง สมัยนั้นเรียก อินเฟคเชียสเฮปาไตติส (Infectious Hepatitis) ต่อมาพบว่ามีการระบาดของโรคนี้บ่อย ๆ เช่น ตอนที่มีภัยทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว หรือพายุไต้ฝุ่น และโดยเฉพาะตอนสงคราม อาทิเช่น สงครามฟรังโก-ปรัสเซียนในยุโรป สงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา และสงครามโลกทั้งสองครั้ง ซึ่งเกิดการระบาดรุนแรง โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง และประเทศอิตาลี แม้กระทั่งสงครามเกาหลี และสงครามเวียตนามก็มีการระบาดของโรคตับอักเสบจากไวรัสเช่นเดียวกัน

เนื่องจากสมัยก่อนโรคนี้เป็นโรคระบาดค่อนข้างรุนแรง และน่ากลัว การระบาดแต่ละครั้งมีผู้คนล้มตายไปไม่น้อย จึงมีการศึกษาค้นคว้ากันมาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ทราบอะไรมากนัก จนกระทั่ง เมื่อ 30 ปีมานี้เอง ได้มีการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เกี่ยวกับโรคตับอักเสบจากไวรัสมากมาย นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ของโรคนี้ ทำให้โรคนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้นเรื่อยมา และกำลังพัฒนาต่อไปอีกอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมากที่มนุษย์ยังไม่สามารถค้นออกมาได้ มีการทดลองศึกษาหาวิธีตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ศึกษาหาวิธีป้องกันรักษาหรือขจัดโรคนี้ให้หมดไป มีรายงานตีพิมพ์ไว้ในวารสารการแพทย์ทั่วโลกจำนวนมหาศาล นับว่ามีการตื่นตัวมาก เหตุก็เนื่องจากมนุษย์เราต้องการอยากเอาชนะโรคนี้ให้ได้ แม้จะไม่ใช่โรคคอขาดบาดตาย แต่อยากปราบโรคนี้ให้อยู่หมัดเหมือนปราบโรคฝีดาษ ซึ่งเขาทำได้มาแล้ว จึงทำให้มนุษย์โรคสมัยนี้ไม่ต้องปลูกฝีป้องกันฝีดาษอีกต่อไป

ตับอักเสบจากไวรัสจะมีหลายชนิด ได้แก่ A, B, C, D และ E ซึ่งแต่ละชนิดจะมีอาการคล้ายคลึงกัน แต่ชนิด B จะรุนแรงกว่าชนิดอื่น

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งซึ่งเป็นถิ่นที่ไวรัสตับอักเสบบีระบาดมาก ประชากรไม่น้อยกว่า 3 ล้านคนเป็นพาหะของโรคนี้ ไวรัสตับอักเสบบีนี้เป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับอักเสบเฉียบพลัน, ตับอักเสบเรื้อรัง, ตับแข็ง และมะเร็งตับ

จากสถิติสาธารณสุข ปี พ.ศ. 25401 พบว่า มีการเสียชีวิตด้วยโรคตับอักเสบ 188 ราย (0.3 คนต่อประชากร 100,000 คน) และมีมะเร็งตับ 5,782 ราย (9.6 ต่อประชากร 100,000 คน) เชื้อไวรัสตับอักเสบบีนับเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วย โรคดังกล่าวนี้ทำให้การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนับเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากมีผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสนี้เป็นจำนวนมาก พบว่า 15-25% ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคตับแข็ง หรือมะเร็งตับ2 นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งตับมากกว่าคนปกติถึง 223 - 250 เท่า และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจะเสียชีวิตเนื่องจากโรคตับอักเสบเรื้อรัง, ตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด จากหลักฐานการศึกษาในปัจจุบันบ่งชี้ว่า การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดในการเกิดโรคมะเร็งเซลล์ตับ3-9 ซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในคนไทย

อาการ
ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีส่วนใหญ่มักไม่มีอาการป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาจมีไข้ต่ำๆ ในวันแรกๆ จุกแน่นท้อง ปวดท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม (หรือเรียกว่าอาการดีซ่าน)
ผู้ที่ติดเชื้อแล้วไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่ ส่วนใหญ่จะกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้ และมีภูมิต้านทานโรคตลอดชีวิต ส่วนน้อยจะยังคงมีเชื้ออยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลายาว เรียกว่าเป็นพาหะ ผู้ที่เป็นพาหะอาจมีโอกาสเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากติดเชื้อเมื่อแรกเกิดหรือในวัยเด็ก อาจเขียนเป็นแผนภาพได้ดังนี้

การติดต่อ
เชื้อไวรัสตับอักเสบบีมีอยู่ในเลือดหรือส่วนที่เป็นน้ำของร่างกายของผู้ป่วยหรือผู้ที่เป็นพาหะ จึงติดต่อผ่านเลือด เพศสัมพันธ์ การใช้ของมีคมร่วมกัน หรือการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างบุคคล เด็กแรกเกิดสามารถติดเชื้อจากแม่ที่เป็นพาหะในขณะคลอดหรือในระยะหลังคลอด
จากการศึกษาพบว่าบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้แก่
1. บุคคลที่เกิดในถิ่นระบาดสูง (High HBV endemic area)
2. บุคคลที่ใกล้ชิดสัมพันธ์กับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี
3. ผู้ที่ใช้ยาเสพย์ติดฉีดเข้าหลอดเลือด
4. ชายรักร่วมเพศ (Homosexual Men)
5. ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนจำนวนมาก
6. ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
7. ผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยไตเทียม
8. ผู้อยู่ในสถานสงเคราะห์ผู้ทุพพลภาพหรือเด็กปัญญาอ่อน
9. เจ้าหน้าที่ทางห้องปฏิบัติการ
วิธีป้องกันโรคตับอักเสบบีและโรคแทรกซ้อนต่างๆ อันเป็นผลติดตามจากการติดเชื้อโรคตับอักเสบบีที่ได้ผลดี คือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี

การตรวจเลือดก่อนการฉีดวัคซีน
 เนื่องจากไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคที่ระบาดมากในประเทศไทย มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติหรือเป็นพาหะ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีน ประกอบกับราคาของวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีค่อนข้างสูง ก่อนจะฉีดวัคซีนจึงแนะนำให้ตรวจเลือดก่อน
 การตรวจเลือดเพื่อดูการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเพื่อการฉีดวัคซีนนั้นจะตรวจกันอยู่ 3 อย่างคือ
1. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (บางทีก็เรียกว่า การเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี) ได้แก่การตรวจ HBs Ag
2. ภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่ HBs Ab หรือ anti HBs
3. ภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสตับอักเสบบี หรือเคยได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน ได้แก่ HBc Ab หรือ anti HBc
ซึ่งถ้าพบตัวใดตัวหนึ่ง (Positive) ก็ไม่ต้องฉีดวัคซีน

วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ (Hepatitis B Vaccine)

ชนิดของวัคซีน
วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี เป็นวัคซีนชนิดน้ำ เตรียมจากโปรตีนผิวนอกของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีที่ขึ้นทะเบียนในประเทศไทยในปัจจุบันมี 2 ชนิด คือ ชนิดที่ผลิตจากพลาสมา (plasma-derived vaccine) โดยแยกเอา HBsAg ออกมาจากพลาสมา (ส่วนที่เป็นน้ำของเลือด) ของผู้ที่เป็นพาหะแล้วนำไปทำให้บริสุทธิ์ และชนิดที่ผลิดด้วยวิธีการทางพันธุวิศวกรรม (recombinant vaccine) โดยสอดสารพันธุกรรมที่กำหนดการสร้าง HBsAg เข้าในเซลล์บางชนิด เช่น เซลล์ยีสต์ หรือเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แล้วทำให้เซลล์เหล่านี้สร้าง HBsAg ออกมา แล้วจึงแยกเอา HbsAg ทำให้บริสุทธิ์แล้วนำมาเป็นตัววัคซีน

ส่วนประกอบของวัคซีน
วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี ไม่ว่าจะเป็นชนิดที่ผลิตจากพลาสมา หรือชนิดที่ผลิตด้วยวิธีทางพันธุวิศวกรรมที่ผลิตจากบริษัทต่างๆ อาจมี HBsAg ในปริมาณตั้งแต่ 5 ถึง 40 ไมโครกรัมต่อ มล. แตกต่างกันไปสำหรับแต่ละบริษัทผู้ผลิต ผสมด้วย aluminium hydroxide และใช้ thimerosal เป็นสารกันเสีย
ขนาดบรรจุ
มีขนาดบรรจุหลายขนาด ตั้งแต่ขวดละ 0.5 มล. ถึง 5 มล.

ขนาดและวิธีใช้
เด็กแรกเกิดถึง 10 ปี ฉีดครั้งละ 0.5 มล. เข้ากล้ามเนื้อบริเวณกึ่งกลางต้นขาด้านหน้าค่อนไปด้านนอกในเด็กเล็ก หรือบริเวณต้นแขนในเด็กโต เด็กอายุเกิน 10 ปี และผู้ใหญ่ ฉีดครั้งละ 1 มล. เข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน ไม่ควรฉีดที่สะโพก เพราะอาจฉีดเข้าในชั้นไขมันใต้หนังลงลึกไม่ถึงกล้ามเนื้อ ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างภูมิต้านทานต่ำ และต้องฉีดให้ครบชุด (3 ครั้ง)

อายุที่ควรฉีด
ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีนนี้มากที่สุด คือเด็กแรกเกิด เพราะจะช่วยป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด สำหรับเด็กแรกเกิด ควรฉีดครั้งแรกโดยเร็วที่สุดหรือภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด ครั้งที่สองอายุ 1 - 2 เดือน (หากฉีดเร็วจะได้ผลดีขึ้น) และครั้งที่สามอายุ 6 - 7 เดือน สำหรับในกลุ่มอายุอื่น ฉีด 3 ครั้งเช่นกัน โดยฉีดครั้งที่สองห่างจากครั้งแรก 1 - 2 เดือน และครั้งที่สามห่างจากครั้งที่สอง 5 - 6 เดือน

ปฏิกิริยาจากการฉีดวัคซีน
เด็กที่ได้รับวัคซีนบางรายบริเวณที่ฉีดอาจมีอาการปวด บวม หรือมีไข้ต่ำๆ อาการมักเริ่มราว 3 - 4 ชั่วโมงหลังฉีดและเป็นอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ควรให้ยาลดไข้แก่เด็กที่มีไข้หรือร้องกวน

ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นถึงระดับที่ป้องกันโรคได้ หลังการฉีดวัคซีนเข็มที่สอง วัคซีนเข็มที่สามถือเป็นการกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันโรคสูงขึ้นและอยู่ได้นานหลายปี โดยทั่วไปที่ได้รับวัคซีนครบสามครั้งแล้ว ไม่จำเป็นต้องฉีดกระตุ้นอีก และปัจจุบันนี้วัคซีนมีคุณภาพสูง เมื่อฉีดแล้วก่อให้เกิดภูมิเกือบ 100% ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องตรวจดูว่ามีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นหรือไม่ภายหลังการฉีดวัคซีน เว้นไว้ในกรณีที่อยู่ในกลุ่มที่มีบุคคลใกล้ชิด หรือสามี-ภรรยาเป็นพาหะ อาจตรวจดูภูมิคุ้มกันว่าพบ (อยู่ในระดับที่สูงพอต่อการป้องกันโรค)หรือไม่ โดยอาจตรวจทุกๆ 5 ปี ถ้าภูมิต่ำก็พิจารณาฉีดกระตุ้น 1 เข็ม นอกจากนี้การฉีดกระตุ้นอาจจะพิจารณาให้สำหรับผู้ที่มีสภาพภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยไตพิการที่ต้องล้างไต (hemodialysis) เป็นประจำ
เนื่องจากเด็กแรกเกิดสามารถติดเชื้อจากแม่ที่เป็นพาหะได้ง่าย จึงควรให้วัคซีนครั้งแรกแก่เด็กแรกเกิดทุกคนภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด หากให้วัคซีนเข็มแรกช้า จะป้องกันการติดเชื้อจากแม่ที่เป็นพาหะได้น้อยลง การให้วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีพร้อมวัคซีนชนิดอื่น จะไม่มีผลเสียต่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรคของวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีหรือวัคซีนชนิดอื่นที่ให้พร้อมกัน วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีทั้งชนิดที่ผลิตจากพลาสมาหรือผลิตด้วยวิธีการทางพันธุวิศวกรรม ถ้าชนิดใดชนิดหนึ่งขาดไปสามารถใช้แทนกันได้ ดังนั้น เด็กที่ได้รับวัคซีนครั้งก่อนเป็นวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีชนิดหนึ่ง ในครั้งต่อไปอาจรับวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีที่ผลิตโดยกรรมวิธีต่างกันได้ โดยไม่มีผลเสียแต่ประการใด

การเก็บและการหมดอายุ
เก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 ถึง 8 องศาเซลเซียส ห้ามเก็บในช่องแช่แข็ง เพราะวัคซีนจะเสื่อมคุณภาพอย่างรวดเร็ว ถ้าเก็บถูกต้องจะมีอายุได้ประมาณ 2 ปีนับตั้งแต่วันผลิต ทั้งนี้ ให้ตรวจดูฉลากวันหมดอายุก่อนใช้เสมอ
การตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีน
1. เด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 10 ปี) ไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีน
2. เด็กโต (อายุ 10 ปีขึ้นไป) และผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่จะเคยติดเชื้อมาแล้ว ซึ่งอาจมีภูมิคุ้มกัน โรคแล้วตามธรรมชาติ หรือเป็นพาหะ ซึ่งจะไม่ได้รับประโยชน์จากการฉีดวัคซีน ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนโดยไม่จำเป็น หากสนใจจะรับวัคซีน จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน แพทย์อาจจะให้ตรวจเลือดประกอบกับการพิจารณาว่าควรฉีดวัคซีนหรือไม่

การให้อิมูโนโกลบุลินในเด็กแรกเกิด
ในกรณีที่มีการตรวจเลือดแม่ก่อนคลอดและทราบว่าแม่เป็นพาหะ แพทย์อาจพิจารณาให้อิมมูโนโกลบุลินต้านตับอักเสบบี (Hepatitis B Immune Globulin : HBIG) แก่เด็กที่คลอดจากแม่ผู้นั้น ร่วมกับวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อจากแม่




รู้ทันโรคภัย ใส่ใจสุขภาพ

ใบบัวบก ช่วยลดขนาดเส้นเลือดขอด
สูตรไม่ลับ แก้หน้าเหี่ยว
"เหล้า" กับความผิดปกติทางเลือด
20 สัญญาณมะเร็งที่ผู้หญิงมักมองข้าม
เติมเต็มสุขภาพเชิงบวกด้วย เทรนด์อาหาร ปี 2010
ปวดเรื้อรัง ระวังสมองเหี่ยว
10 นาทีนวดก้นกบ ลดความเครียด
การรักษาโรคไบโพลาร์ให้ได้ผลดีในระยะยาว
Stem Cell คืออะไร
โรคอ้วน
โรคระบบทางเดินอาหาร ทำงานผิดปกติ
โบท็อกซ์อันตรายจริงหรือ
โรคในช่องปากที่คนไทยเป็นกันมากที่สุด
"ชิคุณกุนยา" ไวรัสร้ายจากยุงลาย
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 H1N1
การตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก ( Pap smear ) article
ตรวจเต้านมด้วยตนเอง… อีกหนึ่งมาตรการในการป้องกันมะเร็งเต้านม article
สมองอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ article
ไข้หวัดนก article
การตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์ (Complete Blood Count: CBC) article
สารกันเลือดแข็ง (Preservative) คืออะไร article
โรคโลหิตจาง article
ยาบ้าและสารเสพติด article
ตาบอดสี.... หลายสิ่งที่คุณยังไม่รู้ article
รับประทานอาหารอย่างไร? ให้เหมาะกับกรุ๊ปเลือด article
โรคกระดูกพรุน article
ท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง article
ทำอย่างไรเมื่อเจาะเลือดแล้ว รุ่งขึ้นมีรอยเขียวช้ำ article



bulletHome
bulletPerfecthealth's Job
dot
English
dot
dot
แผนที่ที่ตั้งของเพอร์เฟคเฮลธ
dot
bulletสำนักงานใหญ่
bulletสาขาเมืองไทยภัทรคอมเพล็กซ์
bulletสาขายูไนเต็ดเซ็นเตอร์สีลม
dot
เวชศาสตร์การท่องเที่ยว
dot
bulletISTM
dot
Web สุขภาพที่น่าสนใจ
dot
bulletsaksiri.org
bulletEmergency Medical Services (EMS)
bulletThai Heart Web
bulletthaiclinic.com
bulletHealthnet
bulletศูนย์วิทยาการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
dot
Web ความปลอดภัยและอาชีวเวชศาสตร์
dot
bulletฐานข้อมูลอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเกี่ยวกับสารเคมีที่มีใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย
bulletthaisafety
bulletสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน
bulletOSHA
bulletNIOSH
bulletกรมควบคุมมลพิษ
bulletข้อมูลความปลอดภัยเคมีภัณฑ์ (MSDS)
dot
Web ประกันสุขภาพภาครัฐ
dot
bulletสปสช.
bulletสปสช.กทม.
bulletสำนักงานประกันสังคม
dot
Web งานทรัพยากรมนุษย์
dot
bulletthaihrm.com
bulletPMAT
bulletHR Center
dot
Friendly Links
dot
dot
Staff Only
dot
bulletWeb Maintenance
bulletPerfecthealth Web Mail
dot
Disclamation
dot
bulletGeneral Disclaimer
bulletMedical Disclaimer
dot
Newsletter

dot




Copyright © 2010 All Rights Reserved.
บริษัท เพอร์เฟคเฮลธแคร์แอนด์เช็คอัพ จำกัด 68/87 หมู่ 7 ถนนท่าข้าม แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 โทร 0-2895-7577 โทรสาร 0-2895-7890